เนื่องจาก”คอลัมน์นี้” เขียนก่อนที่จะได้”รับรู้” ถึงคำ”วินิจฉัย”ของ”ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” ที่จะมีต่อ”คดีความ” ของ”แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ตามข้อ”กล่าวหา” ของ”สมาชิกวุฒิสภา” จำนวน 36 คน ที่ได้ยื่น”เอกสาร” ต่อ”ศาลรัฐธรรมนูญ” เพื่อ”ถอดถอน” แพทองธาร ชินวัตร” ออกจากตำแหน่ง”นายกรัฐมนตรี” ในข้อหาผิด”จริยธรรม” อย่าง”ร้ายแรง” จาก”คลิปเสียง” ของการ”สนทนา” กับ”นายฮุนเซ็น” ผู้นำ”ตัวจริง” ผู้เป็น”บิดา” ของ”นายฮุนมาเน็ต” นายกรัฐมนตรีของ”กัมพูชา” จึงไม่อาจจะ”รู้ล่วงหน้า” ถึงคำ”วินิจฉัย”ของ”ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” ทั้ง 9 ท่าน ว่าจะ”เป็นคุณ” หรือ”เป็นโทษ”ต่อ”แพทองธาร ชินวัตร”…..แต่ถ้าคำ”วินิจฉัย”ที่ออกมา”เป็นคุณ” นั้นคือ “แพทองธาร ชินวัตร”ได้”ไปต่อ” ในตำแหน่ง”นายกรัฐมนตรี” เชื่อว่า”กระแสสังคม” จะต้อง”พุ่งเป้า” ในยัง”ศาลรัฐธรรมนูญ” ซึ่งไม่ว่าข้อ”เท็จจริง” จะเป็นอย่างไร แต่”ภาคประชาสังคม” และ”ประชาชน” จะ”เชื่อว่า” เรื่องของ”ดีลลับ” คือ”เรื่องจริง” เพราะ”กระแสสังคม” เชื่อในเรื่องดังกล่าวมาตั้งแต่ยังไม่ได้ฟังคำ”วินิจฉัย” แล้ว นั้นเอง และถ้าเป็นจริง ก็จะกระทบถึงความ”เชื่อถือ”ของ”ประชาชน” ต่อ”องค์กรอิสระ” ของ”ประเทศ” อย่างไม่ต้อง”สงสัย”……แต่คำ”วินิจฉัย” ของ”ศาลรัฐธรรมนูญ”ถ้าออกมา”เป็นคุณ” กับ”แพทองธาร ชินวัตร” ก็ไม่ได้หมายความว่า “แพทองธาร ชินวัตร” จะรอดพ้น”จาก”พงหนาม”ของ”การเมือง” เพราะ ยังมี”คดีความ” ที่เป็น”เรื่องเดียวกัน” ที่ “สมาชิกวุฒิสภา” ได้ยื่นให้”ปปช.”เพื่อ”ตรวจสอบ” ในเรื่องของการ”ทุจริต”และ นอกจาก”สมาชิกวุฒิสภา” มีการ”ยืนเรื่อง” ให้” ปปช.ตรวจสอบแล้ว”สมชาย แสวงการ” อดีต”สมาชิกวุฒิสภา” และพวก ก็ได้ยื่นต่อ”ปปช. ให้ ดำเนินการ”ตรวจสอบ”เพื่อ”เอาผิด” กับ”แพทองธาร ชินวัตร” ใน ข้อหาความไม่”สุจริต” เช่นเดียวกัน ซึ่งเป็น”ข้อกล่าวหา” ที่เป็นคนละ”ประเด็น” กับเรื่อง”จริยธรรม” ที่” สมาชิกวุฒิสภา”ได้ยื่น”กล่าวหา”ต่อ”ศาลรัฐธรรมนูญ” เพียงแต่การ”พิจารณาคดี”ของ”ปปช.” อาจจะต้องใช้เวลาที่”ยาวนาน”กว่าเท่านั้น…… และ”ฉากทัศน์” ต่อไปของ”การเมืองไทย” หากแม้ว่า”การ”วินิจฉัย” ของ”ศาลรัฐธรรมนูญ”ที่ออกมา”เป็นคุณ” ให้”แพทองธาร ชินวัตร” ได้”ไปต่อ” ในตำแหน่ง”นายกรัฐมนตรี” ประชาชน ก็จะได้เห็นการ”ถูลู่ถูกัง” ในการที่”รัฐบาล” จะนำ “ประเทศไทย” เดินหน้าต่อไป เพื่อให้”ครม.”เพื่อไทย อยู่เป็น”ผู้บริหารประเทศ” นานที่สุด เพื่อ”แก้ปัญหา” ที่”หมักหมม” ซึ่งมีอยู่นานัปการ เพื่อให้เป็น”ผลงาน” ในการ”หาเสียง” เพื่อให้”เพื่อไทย” ชนะการ”เลือกตั้ง” ที่จะมีขึ้น
แต่ถ้า”แพทองธาร” ชินวัตร”ไม่สามารถ”ไปต่อ” ในตำแหน่ง”นายกรัฐมนตรี”ประชาชน อย่าง”เราๆ ท่านๆ” ก็จะได้เห็น”ฉากทัศน์” ต่อไปของ”การเมืองไทย” ที่ต้องมีการเลือก”นายกรัฐมนตรี” คนใหม่เพื่อมาทำหน้าที่ในการ”ลากจูง”ให้รัฐบาลเพื่อไทย” เป็น”ผู้นำรัฐบาล” ในการ”บริหารประเทศ”ต่อไปให้นานที่สุด โดยการ”เข็น” เอา”ชัยเกษม นิติศิริ”ซึ่งเป็น”แคนดิเดต” ใน”บัญชีรายชื่อ” บุคคลที่จะเป็น”นายกรัฐมนตรี”คน”สุดท้าย”ของ”พรรคเพื่อไทย” ซึ่งคงจะไม่”ราบรื่น” เพราะ”พรรคฝ่ายค้าน” ต้องส่ง”หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน” พรรคใดพรรคหนึ่งลง”แข่งขัน”เพื่อให้มีการ”เลือก” นายกรัฐมนตรี”คนใหม่” แทน”แพทองธาร ชินวัตร” อย่างไม่ต้องสงสัย และ”ประชาชน” อาจะได้เห็นคำว่า”ฝุ่นตระลบ”ทั้ง”สภาผู้แทนราษฎร” และอาจจะเห็น”ลิงกินกล้วย” เกิดขึ้นให้ มีการ”วิพากษ์ วิจารณ์” กันอีกครั้ง ซึ่งเป็นไปตาม”แบบฉบับ” ของ”การเมือง” หรือ”ประชาธิปไตย” แบบไทยๆ นั่นเอง ทั้งหมดคือการ”คาดการ” เพราะ”ผู้เขียน”ต้องส่ง”คอลัมน์” นี้ “ล่วงหน้า” นั่นเอง…..แต่ “ทั้งนี้ทั้งนั้น” เชื่อว่าการที่จะเห็นการ”ยุบสภา” เพื่อการ”เลือกตั้ง” ครั้งใหม่ ยังไม่น่าเกิดขึ้น เพราะ”ทุกพรรคการเมือง” ต่างมีความ”ไม่พร้อม” ในการ”เลือกตั้ง” เพราะยังอยู่”ระหว่าง”การ”สะสมเสบียงกรัง” เพื่อใช้ในการ”สู้ศึก” เนื่องจาก”ทุกพรรค” ต้องสู้กับ”พรรคเพื่อไทย” ที่ใช้”นโยบาย”ในการ”รวบรวมบ้านใหญ่” ในทุก”จังหวัด” เพื่อให้”เป็นฐาน” ในการ”เลือกตั้ง” ครั้งนี้ ซึ่งการสู้กับ”บ้านใหญ่” ผู้”สมัคร” ต้องมี”ปัจจัย” ในการ”แข่งขัน” ในแต่ละ”เขตเลือกตั้ง” ตั้งแต่”50 กิโล ถึง 150 กิโล ในการที่จะได้เป็น”ผู้ชนะ”การ”เลือกตั้ง”…..และแม้แต่”พรรคฝ่ายค้าน” อย่าง”พรรคประชาชน” ที่มี”เสี่ยเท้ง” ณัฐพงค์ เรืองปัญญาวุธ” เป็น”หัวหน้าพรรค” ถ้ามีการ”เลือกตั้ง” เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ก็ไม่ได้”มีเปรียบ” หรือมี”คะแนนเสียง” มากขึ้นเพื่อที่จะเป็น”ที่หนึ่ง” เหมือนการ”เลือกตั้ง” ที่ผ่านมา เพราะ “ผลงาน” การเป็น”ฝ่ายค้าน” ที่ยัง”ไม่เข้าตา” ของ”ประชาชน” รวมทั้ง”กระแส”ความ”นิยม” ของ”กองทัพ” ที่”เพิ่มมาก”ขึ้น เป็นอีกหนึ่ง”ปัจจัย” ที่ทำให้”คะแนนเสียง” ของ”พรรคประชาชน” อาจจะ น้อยลง “พยากรณ์” ล่วงหน้า ถ้ามีการ”ยุบสภา” และเลือกตั้ง” ในต้นปี 2569 คะแนนเสียงของ”พรรคประชาชน” ยังอาจจะเป็น”ที่หนึ่ง” แต่จะ”ไม่มากพอ” ที่จะเป็น”แกนนำ” ในการเป็น”รัฐบาล” และ”อาจจะ”มี”คะแนน” เป็น”ที่หนึ่ง” ที่มี”คะแนนเสียง” ที่”น้อยกว่า” การ”เลือกตั้ง” ที่ผ่านมา ด้วยซ้ำ
เรื่องของ”ความมั่นคง” ภายใต้การ”บริหารราชการแผ่นดิน” ของ”พรรคเพื่อไทย” ใน”อุ้งมือ”ของ”ภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกรัฐมนตรี “ และ”เสนาบดี” กระทรวง”มหาดไทย” ใน”ตำแหน่ง”รักษาการนายกรัฐมนตรี” ที่ยิ่งนานวัน” ความมั่นคง”ของประเทศยิ่ง”คลอนแคลน” ทั้งเรื่องความ”ขัดแย้ง” ที่”ชายแดนด้านตะวันออก” กับ”ประเทศกัมพูชา” ที่ ณ วันนี้ความ”ขัดแย้ง” ได้มีการ”พัฒนา” จาก”กองทัพ”ต่อ”กองทัพ” หรือ” ทหาร”ต่อ”ทหาร” ในพื้นที่ของการ”สู้รบ” และที่ยังเป็น”พื้นที่” ยังไม่”สู้รบ” ทั้งใน” จ.ตราด” และ”สระแก้ว” ที่กลายเป็นการสร้างความ”ขัดแย้ง” ระหว่าง”ประชาชน” ของทั้ง”สองฝ่าย” เมื่อ”ฮุนเซ็น” ผู้นำ”ตัวจริง”ของ”กัมพูชา” ใช้”เล่ห์กล” นำ”ชาวขแมร์” ออกมา”รื้อลวดหนาม” และสร้าง”ขบวนการ”ในการ”ด่าทอ” เจ้าหน้าที่ทหาร และ”ประชาชน” จนกลายเป็นการ”บ่มเพาะ” ความ”เกลียดชัง” ให้เกิดขึ้น ระหว่าง”ประชาชน” ทั้ง”สองประเทศ” ที่จะกลายเป็น”ปัญหา”ความ”ขัดแย้ง” ที่จะเพิ่มมากขึ้น” ใน”อนาคต”…..รวมทั้งจะเป็นการ”กระตุ้น” ให้มีการ”ปะทะ” หรือ”สู้รบ” ระหว่าง”ทหาร” ในพื้นที่”แนวชายแดน” ของทั้ง”สองประเทศ” แม้ว่า ขณะนี้จะอยู่ใน”กรอบข้อลง” ของการ”เจรจาทวีภาคี” ของ”กองทัพ” ทั้ง”สองฝ่าย”ก็ตาม เพราะ”ทหาร”ของ”กัมพูชา” ใน”แนวชายแดน” ยัง”พยายาม” ในการ”ยั่วยุ” และ”ขัดขวาง” การ”ปฏิบัติการ” ของ”ทหารฝ่ายไทย” ทั้งในการเรื่องการ”แอบข้ามพรรมแดน” เพื่อวาง”ทุ่นระเบิดสังหาร” ทหารไทย และการ”ขัดขวาง”การ”เก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหาร” ของ”เจ้าหน้าที่ไทย ดังนั้นการ”สู้รบ” หรือ”ปะทะ”ระหว่าง”ทหาร”ของทั้ง”สองฝ่าย” ยังมี”โอกาส” ที่จะเกิดขึ้นได้ ตลอดเวลา…..ซึ่งเป็น”ปัญหา”และ”อุปสรรค” ของ”ประชาชนคนไทย” ที่มี”บ้านเรือน” และ”เรือกสวนไร่นา” อยู่ในพื้นที่”ชายแดน”ของ”ทั้งสองประเทศ”โดยเฉพาะ”จ.สุรินทร์ ,ศรีษะเกษ” และ”อุบลราชธานี”
ใน “ระยะสั้น” ผลกระทบอาจจะอยู่กับ”ประชาชน” ที่”อยู่ในพื้นที่”แนวชายแดน”แต่ใน”ระยะยาว” เมื่อการ”เจรจา” ยังไม่เป็นผล หรือผลการ”เจรจา” มีเพียงเรื่องของ”กองทัพ” กับ”กองทัพ” ที่เกี่ยวกับ”เขตแดน” แต่ในเรื่องความ”สัมพันธ์ เรื่อง”เศรษฐกิจ การค้า “ ในแนวชายแดน เรื่องการ”เปิดด่าน” ยังไม่มี”ทีท่า” ที่จะ “ดำเนินการ”ต่อไปได้ ความ”เสียหาย”ด้านของ”เศรษฐกิจ-การค้าขาย ก็จะตามมา ถามว่า”พรรคเพื่อไทย” หรือ”รัฐบาล” จะ “รับมือ” หรือ”แก้ปัญหา” อย่างไร….. รวมทั้งเรื่องการ”ดำเนินคดี”กับ”นายฮุนเซ็น” ในฐานะ” อาชญากรสงคราม” ที่เป็นผู้”สั่งการ” ให้”ทหารกำพูชา” ยิงใส่”เป้าหมาย” ที่เป็น” พลเรือน” ทำให้”ประชาชนชาวไทย” ต้อง”เสียชีวิต”ไปจำนวนหนึ่ง และ”ทรัพย์สิน” เสียหาย เป็นจำนวนมาก ทำไม” รัฐบาล” จึงไม่”ดำเนินการ”ในการ”ฟ้องต่อศาลระหว่างประเทศ” ทำไมจึงต้อง”ฟ้องศาลไทย” ซึ่งไม่สามารถ”บังคับใช้”กับ”ประเทศกัมพูชา” และไม่สามารถ”จับกุมฮุนเซ็น”มาลงโทษได้ เรื่องนี้มี”เงื่อนงำ” ที่”ส่อเจตนา”อย่างไร
ส่วนเรื่อง”ความมั่นคง”ใน”จังหวัดชายแดนภาคใต้” ซึ่ง “ สองปี” ที่”พรรคเพื่อไทย” เป็น”แกนนำรัฐบาล” และเป็นผู้”บริหารจัดการ” ในการ”ดับไฟใต้” ผ่าน” กองทัพ” และ” หน่วยงานความมั่นคง” สถานการณ์” ความ”รุนแรง” ใน “จังหวัดชายแดนภาคใต้” ที่เคย”ลดลง” ในสมัยที่” “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็น”นายกรัฐมนตรี” กลับ”พุ่งสูงขึ้น” ตลอดเวลา “สองปี” ที่” พรรคเพื่อไทย”เป็น”รัฐบาล” และมี”ภูมิธรรม เวชยชัย” เป็น”รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง” และเคยควบตำแหน่ง”รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม” แสดงให้เห็นว่า” ภูมิธรรม เวชยชัย” ขาดความ”เข้าใจ” กับ”ปัญหาของ”ไฟใต้” ดังนั้นไม่ว่าจะ”นั่งในตำแหน่งไหน” ก็ไม่สามารถทำให้”ไฟใต้” ลงความ”รุนแรง”ลง……ล่าสุด” ขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็น” ใช้ให้”กองกำลังติดอาวุธ” ในพื้นที่”จังหวัดชายแดนภาคใต้” ทำการ”วางระเบิด วางเพลิง” ผู้ประกอบ”อุตสาหกรรม” และ”ผู้”รับเหมาก่อสร้าง” เพื่อ”ทำลาย”การ”ลงทุน”การสร้าง”อุตสาหกรรม” ใน”จังหวัดชายแดนภาคใต้” เช่นการ”วางเพลิง วางระเบิด” ต่อ”โรงไฟฟ้าชีวมวล” ใน อ.แว้ง จ.นราธิวาส การ”วางเพลิง วางระเบิด” ต่อ” บริษัทเหมืองแร่เอเชีย” ใน” ต.ช้างเผือก อ.จะแนะ จ.นราธิวาส การ”เผาทำลายเครื่องจักรกล” ของ”บริษัทผู้รับเหมา” ในการก่อสร้าง”แหล่งน้ำ”ของ”ชลประทาน” ในพื้นที่ ต.ปล่องหอย อ.กระพ้อ จ.ปัตตานี ควบคุมกับการใช้”คาร์บอมบ์” ถล่ม”ชุดคุ้มครองตำบลศาลาใหม่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ปรากฏว่า”เหตุการณ์” ทั้งหมดที่เกิดขึ้น”รัฐบาล” ไม่มี”ท่าที่” ที่จะ” รับรู้” และ”ป้องกัน”ยังปล่อยให้ทุกอย่างเป็น”หน้าที่”ของ” กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” ที่มีการ”ป้องกัน” แบบเหวี่ยงแห” เพราะงาน”การข่าว” ไม่”สามารถ” ที่จะ”ระบุ”ได้ชัดว่า”เป้าหมาย” ในการ”ก่อการร้าย” ของ” กองกำลังติดอาวุธ” อยู่ในพื้นที่ไหน
วันนี้” เจ้าของโรงงาน”บริษัท”ผู้รับเหมา” และ”กิจการ” ต่างๆ ในพื้นที่ของ”ปัตตานี,ยะลา,นราธิวาส” ต่าง”หวาดผวา” เพราะไม่รู้ว่าจะ”เป็นเหยื่อ” ของ”กองกำลังติดอาวุธ” ขบวนการแบ่งแยกดินแดน”บีอาร์เอ็น” วันไหน ที่”สำคัญ” การ”ก่อเหตุ” “ในการ”วางเพลิงเผารถบรรทุกและเครื่องจักรกล” และการ”ทำรายบ้านพักคนงาน” ทั้งหมด ของ”บริษัทเหมืองแร่เอเชีย” ที่ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส เป็น”ปฏิบัติการ” ใน”เวลากลางวัน” แสดงให้เห็นว่า” กองกำลังติดอาวุธ” ไม่ได้”เกรงกลัว” เจ้าหน้าที่รัฐ เพระงาน”การข่าว” ของเขา”แม่นยำ” ว่าใน”ห้วงเวลานั้น ไม่มี”กำลังเจ้าหน้า” ใน”พื้นที่” และเขามี”แนวร่วม” ที่อยู่ในพื้นที่ให้การ”สนับสนุน” และ”ทั้ง 4 เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น ใน “ห้วงเวลา” ที่”ติดกัน” วันนี้ “เจ้าหน้าที่” ก็ยัง”จับกุม” ใครเป็น”ผู้ต้องหา”ไม่ได้……ที่”สำคัญ” ซึ่ง”ข่าววงใน” ด้าน”ความมั่นคง” เปิดเผยว่า เหตุการณ์”ก่อการร้าย” ต่อ” “ผู้ลงทุน”ทั้ง 3 ราย มาจากการ”เรียกค่าคุ้มครอง “ โดย “ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่” และมี”ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น” ร่วมอยู่ด้วย หลังการ”เจรจาต่อรอง” เรื่อง”จำนวนเงิน” ไม่”สำเร็จ” จึงมีการใช้”กองกำลังติดอาวุธ” ของ”บีอาร์เอ็น” เข้ามา”วางระเบิด วางเพลิง” เรื่อง”เจ้าหน้าที่ท้องที่ ท้องถิ่น” ที่เป็น” แนวร่วม” ของ”บีอาร์เอ็น” เป็นหน้าที่โดยตรงจอง”นายอำเภอ“และ ผู้ว่าราชการจังหวัด” ที่จะต้องดำเนินการ”ตรวจสอบ”และ”เอาผิด” เพราะเป็นผู้ที่อยู่ภายใต้การ”บังคับบัญชา” ของ”ฝ่ายปกครอง” ซึ่ง”ภูมิธรรม เวชยชัย” ใน”ฐานะ”ของ” รัฐมนตรีมหาดไทย” ต้องเร่ง “ดำเนินการ” กับปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะ” นายอำเภอ” กับ”ผู้ว่าราชการจังหวัด” ต้องไม่”ลอยตัว” อยู่”เหนือปัญหา” ที่เกิดขึ้น การที่จะทำให้การ”ดับไฟใต้” ได้ผลนั่น ต้องมีการ”ให้คุณ” และ”ให้โทษ” กับ “เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง” ด้วย
เรื่องของ”ผู้นำท้องที่” และ”ผู้นำท้องถิ่น” ที่กลายเป็น”องคาพยพ” เดียวกับ” ขบวนการบีอาร์เอ็น” เกิดขึ้นมา”นมนาน” และเป็นที่”รู้กัน” ใน”กรมการปกครอง” ของ”กระทรวงมหาดไทย” แต่ไม่เคยมีการ”หยิบยก” ขึ้นมาเป็น”วาระ” ของการ”แก้ไข” แม้แต่เรื่อง”ของ”เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง” และ”อาสารักษาดินแดน” นำเอา”ปืนหลวง”จาก”กองร้อยอาสารักษาดินแดน”ไปขายให้กับ”บีอาร์เอ็น” กรมการปกครอง ก็ไม่เคยที่จะ”เอาผิด”หรือ”จัดการขั้นเด็ดขาด” กับ” เจ้าหน้าที่”เหล่านั้น”……ส่วนเรื่องผู้มี”อิทธิพล” ในพื้นที่” ในการ”เรียกค่าคุ้มครอง” จาก”ผู้รับเหมา” หรือ”นักลงทุน” ในพื้นที่”จังหวัดชายแดนภาคใต้” ซึ่งเป็นคนของ”นักการเมือง” หน่วยงานที่”รับผิดชอบ” คือ” ตำรวจ” ก็ไม่เคยที่จะ”สืบสวนสอบสวน” ให้ไปถึงตัวของผู้มี”อิทธิพล” ที่เป็นผู้”สั่งการ” อยู่ เบื้องหลัง การ”แก้ปัญหา” การ”เรียกค่าคุ้มครอง” จึงกลายเป็นเรื่อง”ปกติ” สำหรับการ”ลงทุน” ในพื้นที่ของ”จังหวัดชายแดนภาคใต้” หากต้องการที่จะ”ลงทุน” ในพื้นที่”พิเศษ” ว่าจะเป็น”โรงงาน” หรือการ”รับเหมาก่อสร้าง” ในการคิด”ต้นทุน” ต้อง”คิดเผื่อ” เรื่องของ”ค่าคุ้มครอง” ทั้งที่ต้องจ่าย” ให้ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น” และ”ผู้มีอิทธิพล” รวมทั้ง”บีอาร์เอ็น” ด้วย หรือ อาจจะต้อง”จ่าย” ให้” เจ้าหน้าที่” ซึ่งต้องจัด”กำลัง” ไปดูแลความ”ปลอดภัย” ข่าวว่า แม้แต่”โรงงาน” ที่”รับซื้อทุเรียน” ยังต้อง”จ่าย” เป็น”ค่าคุ้มครอง”ให้กับ”อดีต”หัวหน้าพูโล” เป็น”น้ำหนัก” ของ”ทุเรียน” ที่”รับซื้อ”ถึง”กิโลกรัมละ 2 บาท” ทั้งหมดคือความ”อัปลักษณ์” ของ”จังหวัดชายแดนภาคใต้” ซึ่งก็ต้องถาม” ภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกฝ่ายความมั่นคง และ “รักษาการนายกรัฐมนตรี” ว่า ท่าน”รู้เรื่อง” ท่าน”เข้าใจ” ในปัญหาของ”จังหวัดชายแดนภาคใต้” มาก น้อย แค่ไหน และ นโยบายในการ”พัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้” ที่ท่าน”ผลักดัน” ให้เกิดขึ้นจะเกิดได้อย่างไร หาก”รัฐบาล” ยังไม่ได้แก้ปัญหา “ดังกล่าว”ที่เกิดขึ้น หรือหน้าที่ของ”รัฐมนตรีมหาดไทย” มีแค่การ”โยกย้าย” ผู้ว่าราชการจังหวัด และ”นายอำเภอ” เพื่อใช้เป็น” เครื่องมือ” ในการ”เลือกตั้ง” ครั้งหน้าให้”พรรคเพื่อไทย” และ”พรรคที่เป็นอะไหล่” ชนะการ”เลือกตั้ง” เท่านั้น
กลับมาเรื่อง”พัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้” ที่ทุก”รัฐบาล” มี”นโยบาย” ที่”สวยหรู” แต่ไม่เคยมีการ”ปลักดัน” ให้เป็น”ผลสำเร็จ” เช่นเดียวกับโครงการ”เมืองต้นแบบแห่งอนาคต” หรือ”นิคมอุตสาหกรรมจะนะ” ที่ อ.จะนะ จ.สงขลา ที่ “รัฐบาล”ของ”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นผู้”อนุมัติ” ตาม”มติ” ของ”คณะกรรมการยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้” ที่นำเสนอโดย”ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้” ซึ่งในขณะนั้นมี “พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธาน กตพ. แต่ “สุดท้าย” หลังจากที่”เอ็นจีโอ” ออกมา”คัดค้าน”ด้วยการไป”ชุมนุมหน้าทำเนียบ” ทำให้”รัฐบาล”เกิดอาการ”หัวหด”สั่งให้มีการ”ทบทวน” การการ”รับฟังความเห็น”ของ”ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” ทั้งหมด ทั้งที่”ศอ.บต.” ได้ทำไปแล้ว โดยมอบให้” สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” ทำการรับฟังความคิดเห็นของ “ประชาชน” อีกครั้ง ซึ่ง”สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ”ว่าจ้าง” ให้”มหาวิทยลัยสงขลานครินทร์ หาดใหญ่ ดำเนินการ”SEA” ซึ่งมีความ”ล่าช้า” ใช้เวลาไปเกือบ 3 ปี เพิ่งจะสรุปจบ” ในวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการ”เสียโอกาส” ในการ”พัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้” เพราะนอกจากความ”ล่าช้า” แล้วยังพบว่า”SEA” ที่ทำการ”รับฟังความคิดเห็น” ของ”ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย”ในโครงการ”เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ผู้ที่เป็นผู้เข้าร่วม”แสดงความคิดเห็น”กลายเป็น”กลุ่มเอ็นจีโอ” ที่หา”เหตุผล” เพื่อ”คัดค้าน”โครงการ”เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมแห่งอนาคต” มาตั้งแต่ต้น”
ดังนั้น”แผนแม่บท” ที่”ทำออกมาจึงเป็น”แผนแม่บท” ที่ทำตามความต้องการของ”เอ็นจีโอ” โดยมี”เป้าหมาย” มิให้มี”นิคมอุตสาหกรรม” มิให้มี”ท่าเรือน้ำลึก” ในพื้นที่ของ”อำเภอจะนะ” จังหวัดสงขลา ซึ่งกลายเป็นว่า” สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” กลายเป็น”เครื่องมือ” ที่สร้างความ”ชอบธรรม” ให้กับกลุ่ม”เอ็นจีโอ” ที่เป็น”ผู้นำ” ประชาชน จำนวน 200 คน ที่มีอาชีพ”ประมงชายฝั่ง”เพียง”อาชีพเดียว” ที่ไม่ต้องการให้มีการ”พัฒนาอุตสาหกรรม” เพื่อแก้ปัญหา “เศรษฐกิจสังคม” และความ”ยากจน”ใน”จังหวัดชายแดนภาคใต้” ดังนั้น”แผนแม่บท” ที่ “มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์” ใช้เวลาเกือบ 3 ปี จึงไม่ใช่”แผนแม่บท”ในการ”พัฒนาเศรษฐกิจ”ของ”จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เป็น”แผนพัฒนาชุมชน” หรือ”ท้องถิ่น”ที่มี”หน่วยงานอื่นๆ “ดำเนินการอยู่แล้ว …..และหาก”ครม.”มีการ”เห็นชอบ” กับ”แผนพัฒนาเศรษฐกิจ”ฉบับนี้ ซึ่งอาจจะทำให้การทำ”อุตสาหกรรม” ใน”พื้นที่ของ”อำเภอจะนะ” จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการ” เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ทำไม่ได้ จะทำให้ “ภาคใต้ตอนล่าง” ต้อง”เสียเวลา”อีก 5 ปี จนกว่า”แผนกรพัฒนาฯ”ฉบับนี้”หมดอายุ”
และจากการ”ตรวจดูเนื้อใน” ของ”รายละเอียดของ”รายงาน” ฉบับนี้ มีแต่”แผนพัฒนาท้องถิ่น” เช่นการสร้าง”ท่าเรือท่องเที่ยว” ซึ่ง ณ ปัจจุบัน ไม่มี”นักท่องเที่ยว” ในพื้นที่ในการ”ท่องเที่ยวทางทะเล” หรือการ”ส่งเสริม”ให้คนใน”อำเภอจะนะ” ใช้”ที่ดิน” ในการ”ปลูกแตงโม”กับ”มะม่วงหิมพานต์” ถามว่าคนใน”พื้นที่” จะเอา”ที่ดิน” ที่ไหนมา”ปลูก” ใน”ที่ดินกว่า 30,000 ไร่ เป็นของ”กลุ่มทุน” ที่”ซื้อที่ดิน”จาก”ชาวบ้าน” ซึ่งไม่สามารถใช้”ที่ดิน”เพื่อการ”เพาะปลูก” อะไรได้ เพราะเป็น”ดินทราย” ไป”นานนม”แล้ว และที่”สำคัญ” อาชีพการ”ปลูกแตงโม” การ”ปลูกมะม่วงหิมพานต์” ไม่ใช่”อาชีพ” ที่จะ”พอกินพอใช้” เพราะคนใน”อำเภอจะนะ” และ”ใกล้เคียง” มี”อาชีพ” ขายแรงงาน” ในโรงงาน”อุตสาหกรรม” ยกตัวอย่าง”โรงงานแปรรูปอาหารทะเล” ของอดีต รมช. มหาดไทย “นิพนธ์ บุญญามณี” มี”คนงาน” ในพื้นที่ “อำเภอจะนะ”เกือบ 2,000 คน ส่วนที่ไป”ทำงาน”ใน “โรงงานอุตสาหกรรม” ที่อยู่ใน”พื้นที่” ก็เป็นคนใน”อำเภอจะนะ” และ”ใกล้เคียง” ทั้งหมดคือ”ข้อเท็จจริง” ในพื้นที่ ซึ่งไม่ได้”สวยหรู” และเป็นเพียง”ความฝัน”ของ”กลุ่มเอ็นจีโอ” ทั่งหมดคือความ”ผิดพลาด” ในการทำ”แผนแม่บท” ในการ”พัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดชายแดนภาคใต้” ที่”สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” มีส่วนในความ”ผิดพลาด” และต้องร่วม”รับผิดชอบ” ใน”อนาคต” …… ถามว่า”รัฐบาล” ที่มี”พรรคเพื่อไทย” เป็น”แกนนำ” และมี”ภูมิธรรม เวชยชัย” เป็น”รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง” ซึ่งเป็นผู้ที่”กำกับดูแล” การ”พัฒนาเศรษฐกิจสังคม”ของ”จังหวัดชายแดนภาคใต้” จะ”แก้ปัญหานี้อย่างไร และที่”สำคัญ” รายละเอียดของการ”พัฒนาอุตาหรรม” และ”โลจิกติสต์” ที่มีการ”เชิญ” ให้ “ผู้เกี่ยวข้องกับการ”พัฒนาเศรษฐกิจ” ของ”จังหวัดสงขลา” หายไปไหน ทำไมจึงไม่อยู่ใน”รายละเอียด”ของ”แผนแม่บท” ในครั้งนี้……แล้วพบกันใหม่ ในวันศุกร์หน้า สวัสดีครับ
ไชยยงค์ มณีพิลึก